หุ้นลมจากแรงงานที่ทำงานเพื่อบริษัท


สวัสดีครับ ผมจะขอรบกวนปัญหาท่านผู้รู้ดังนี้ขอรับ

 

คือ ผมเปิดบริษัท กับรุ่นพี่ที่เรานับถือ ด้วยแผนธุรกิจด้านซอฟแวร์ที่ได้รับโอกาสจาก VC รายใหญ่แห่งหนึ่ง ได้เปิดโอกาสให้ไปร่วมงาน แต่จนแล้วจนรอด ผมก็ตกลงกับ
รุ่นพี่คนนี้ ด้วยความที่อยากจะลุยสร้างองค์กรกันเองกับมือ เรียกว่า เป็นหัวหมาดีกว่าหางมังกร เพื่อเก็บเกี่ยวหาประสบการณ์ความรู้ โดยที่ผมออกมาทำงานเต็มตัว
ไม่มีงานประจำเหมือนแต่ก่อน เพื่อเขียนโปรแกรมให้ตรงตามเป้าหมายที่วางไว้ในแผนธุรกิจ โดยกรรมการบริษัทที่เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง ยังคงทำงานประจำคลอไปก่อน
ด้วยความไม่แน่ใจในโอกาส เพราะต่างมีภาระที่ต้องดูแล  หุ้นที่จดทั้งหมด ไม่ได้ชำระกันจริง ผมเองก็เข้าใจ  ในเมื่อตัดสินใจแล้ว เก็บเงินก้อนหนึ่ง มาลุยพักใหญ่
ด้วยที่ทางบริษัท ไม่มีค่าแรงงานให้ เป็นคนเดียวที่ลงทั้งแรง แต่ไม่ต้องลงค่าหุ้น เพราะทุกคนเห็นพ้องว่า OK ผมมีโปรแกรมเพื่อสร้างขายให้กับบริษัท เป็นทุนอยู่
ได้ทุ่มเทอย่างสุดความสามารถ หวังเมื่อโปรแกรมเสร็จ ขายได้ เพื่อความหวังและความฝันดังกล่าว บริษัทเราจะมั่นคงโดยดี แต่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามเป้าหมายครับ เมื่อโปรแกรมที่ผมทำ
เป็นสิ่งที่ใหญ่กว่ากำลังของคน ๆ เดียวจะทำได้ตามกำหนดการณ์ เป็นความกดดันทางผมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่พัฒนาโปรแกรมคนเดียวมาให้กับบริษัท ทั้งภาระหนี้สินส่วนตัวที่ตามมา
โดยไม่มีมูลค่าการเงินใด ๆ เกิดได้เลย ซึ่งผมเองก็ดั้นด้นทำไป ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านงานใหญ่ ๆ มา  ผมได้แต่หวังรอทีมงานและเงินทุนจากกรรมการ ที่ให้ความหวังว่า ผมจะมีลูกมือ
มาช่วยสร้างสรรค์ผลงานกัน  จนแล้วจนรอดเหมือนปลาที่กระดีดเด้งตะเกียกตะกายหาน้ำ กลับไปก็ไม่ได้ เดินต่อไปไม่มีฝั่ง ผมก้มหน้าตาทำงานคนเดียวต่อไป

เพื่อความมั่นคงในการดำเนินวิถีชีวิต และปลดทุกข์ในภาระต่าง ๆ จึงขอเป็นเงินกู้ยืมบริษัทไว้ทดลองจ่าย จำนวนหนึ่ง ซึ่งเฉลี่ยแล้วน้อยกว่า
หน้าที่การงานเดิมหลายเท่าตัว ก่อนเปิดบริษัทนี้ จึงละเลงเป็นขอค่าประทังการดำเนินชีวิต ของกรรมการทุกคน ลงเป็นจำนวนเงินตามสัดส่วนหุ้น เฉลี่ยคนละ 25,000
เพื่อเป็นค่าประกันความมั่นคงให้กับผมเอง กรรมการ 3 คน OK ช่วยเหลือมาคนละก้อน โดยทางผมขอเป็นเงินยืมทดลองจ่าย เมื่อสามารถหารายได้จากโปรแกรมแล้ว
 จะคืนกับบริษัท เรียกว่า เราจดทะเบียน 1 ล้านบ้าท ชำระจริง ๆ 75,000 บาท ผมเบิกทดลองจ่ายไว้หมดเลย  เหลือเชื่อไหมครับ

อ้อ ทางผม ทุกคนไว้ใจให้ผมถือครองสัดส่วน 30% หุ้นลมไว้ให้ ดร. อีก 10% เผื่อมีรายได้ และวิ่งไปรับงานจากองค์กรที่แกดูแลอยู่ กรรมการที่เหลืออีก 3 คน คนละ 10%
ส่วนรุ่นพี่ที่ดึงผมมา ถืออยู่ 30% โดยไม่ได้ลงจำนวนเงินแต่อย่างใด ทั้งเงินยืมก็ไม่เคยพูดถึงเลย คงไม่ต้องลงรายละเอียดปลีกย่อยอื่น ๆ น่ะครับ เช่น นอกจากกลางคืนที่ผมเร่งเขียนโปรแกรม
จนเช้าแล้ว กลางวันยังมีไปหาซื้อของ วิ่งงานอื่น ๆ ของบริษัทอีกต่างหาก อ้าวเพิ่งปิดเครืองติน 7 โมงเช้า 4 โมงเช้า โทรเรียกนัดกันล่ะ งือออ ไปก็ไป ไม่บ่นสักแอ้ะให้ฟังเลยน่ะครับ
น้ำมันก็ไม่มีให้ แถมวันหนึ่งผมง่วงจัดขับรถเฉี่ยวชนทางลงตึกอีก ไม่มีการพูดถึงค่าซ่อมกันเลย OK ไม่เป็นไร มันเรื่องเล็กน้อย
ไม่ว่ากัน รอยรถทุกวันนี้ยังเจ็ขกระดองใจตัวเองเลย เนื่องจากเป็นคนรักรถน่ะครับ

ผมเขียนโปรแกรมได้ 3 เดือน เลยวิ่งหาทุนรับจ้างเองมาก้อนหนึ่ง เขียนโปรแกรมใหญ่ ๆ เพื่อเอาเงินมาหมุน สุดท้ายก็ไม่ไหว ไม่คุ้ม ต้องรับผิดชอบคืนเงินเขาอีก
จริง ๆ ไม่คืนก็ได้ เพราะเราทำตามครรลองทุกอย่าง แต่ผมดันรับปากซ่ะ ไม่อยากเสียคำพูดน่ะครับ เลยจำต้องหาคืนผู้เดียวเหมือนเคย จะหาเงินดันเสียเงิน ว่างั้นเถอะ

แล้วกลับมาตั้งตาทำโปรแกรมรอบใหม่ของตัวเองอีก 3 เดือน นี้ก็ไม่ไหวล่ะพะว้าพะวงเหลือเกิน กรรมการผู้ทรงศีลคือรุ่นพี่ของผมน่ะล่ะ เกิดความไม่เชื่อมั่น
ในตัวผม เพราะงานไม่ตามเป้า ไอ้เราก็ไม่รู้ว่ามาเร่งหาพระแสงง้าวอะไรตอนนี้ คิดในใจว่าเขามีธุรกรรมอะไรแปลก ๆหรือเปล่า ถึงเปลี่ยนเบอร์ติดต่อ เกือบ 10 เบอร์
และหาเรื่องแขวะเสียดสี ด่าแบบผู้ดี ให้ผมกดดันเสมอ ๆ มันจะอะไรกันหนักกันหนา คนจะทำงาน กลายเป็นการจับผิดเล็กจับผิดน้อยเสียอีก
ป้าด เสียแรงรักจริง ๆ  วันหนึ่งมาเสนอลดสัดส่วนหุ้นผมจาก 30% เหลือ 10% โดยให้กรรมการทุกคนเพื่มเงินอีก และทางเขามาถือที่ 50%
โดยไม่ลงสักแดงอีกเช่นเดิม และบังคับให้ผมคืนเงินมากมายที่ว่าคือ 75,000 อีกทันที จี้ดเลยครับ จี้ดมาแต่แรก เจองานนี้ กรรมการที่เป็นเพื่อนผม ขอถอนหุ้นลมอีกทันที 2 รายครับ
เจอคนหัวหมอแบบนี้ ไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ไอ้เรานับถือมาก ๆ น่ะครับ เจออย่างนี้ ผมก็คิดในแง่บวกว่า แกคงไม่เคยรู้คนเขียนโปรแกรมเขาเหนื่อยกันยังไง ทำไมเขาจึงมีมาตรฐานมีพนักงานมากมายช่วยเหลือกัน  ก็ในเมื่อหากทำสำเร็จได้ มันก็ถูกล้อตเตอรี่กันเต็ม ๆ ไม่คิดกลับกันเลย

เหมือนคนอกหักเลย มาจับผิดเรื่องมุสาเล็ก ๆ
ที่ไม่ตั้งใจ ไม่เป็นเรื่อง ทีแกเองน่ะครับ โกหกลูกค้าโต้ง ๆ ข้างหูผม ไม่เห็นแซวสักแอ้ะ

 ทุกอย่างเป็นไปด้วยความสัตย์จริงไม่ได้แต่งเติมเสริมแต่งอย่างใดครับ ด้วยเกียรติประวัติเล็ก ๆ ของนักเรียนดีเด่น รับงานจากสมเด็จพระเทพ

อาจารย์ครับ  ผมคนทำงาน ที่ไม่ฉลาด หรือ ว่าผมเชื่อใจคนง่ายไปครับ ทางออกของผม  ที่คิดไว้คือ คืนเงินบริษัทไป 75,000 และเอาประสบการณ์และผลงานไปหางานอิสระน่ะล่ะทำ เพื่อหาเงินมาสร้างทีม สร้างโปรแกรมเอง แล้วก็ได้ลูกค้าครับ ผมยื่นเรื่องไป ก็ได้โอกาสไปร่วมงานครับ มีรายได้มั่นคงมาก ผมจึงตั้งใจจะคืนหุ้นให้หมด แล้วแถมหาลูกค้าที่โปรแกรมผมกำลังจะเสร็จอีกให้ 3 ราย ที่ผมหามาได้ เพื่อแสดงความจริงใจต่อกัน เรียกว่าเอาไปเถอะ ผมขอจำนวนหนึ่งไว้ทำบุญพอ แล้วจะขอลาบวชเลยครับ ปีหน้าฟ้าใหม่ เริ่มต้นใหม่ ทำเอง บริหารเองครับ และหวัง อาจารย์เป็นแสงนำทางให้คนไม่ประสาเช่นผมผมต่อไปน่ะครับ ในผืนแผ่นดินนี้ คนตั้งใจดี ต้องยืนยง

ท้ายนี้ขอให้อาจารย์เป็นแสงชี้นำคุณธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมไทยน่ะครับ เป็นบุคคลสำคัญที่ป้องกันคนโดนเอารัดเอาเปรียบจากคนฉลาดแต่ไร้คุณธรรมน่ะครับ

กราบขอบพระคุณ สุขภาพแข็งแรงครับกระผม



ผู้ตั้งกระทู้ โปรแกรมเมอร์ง้อก ๆ :: วันที่ลงประกาศ 2007-05-26 03:46:28


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (974487)

ก่อนทำธุรกิจร่วมกัน ต้องแยกความเป็นเพื่อน ความเป็นผู้เคารพนับถือออกเสียก่อน ให้เหลือความสามารถในการทำธุรกิจเพียงอย่างเดียว โดยสิ่งแรกที่ต้องพิจารณา คือ หุ้นส่วนแต่ละคนมีศักยภาพใด ตรงตามความต้องการของบริษัทหรือไม่ หากไม่ตรงก็ไม่ควรนำเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้น เพราะนอกจากจะไม่ได้ประโยชน์ใดๆแล้ว อาจขัดขวางทางก้าวหน้าของบริษัทได้

หากผู้ถือหุ้นมีคุณสมบัติตรงตามความต้องการ แล้วจึงค่อยมาพิจารณาโครงสร้างธุรกิจร่วมกันว่า ต้องใช้กระแสเงินสดหมุนเวียนเพียงใด จะหามาได้อย่างไร ต้นทุนการทำงานอยู่ที่เท่าใด รายรับที่ตั้งไว้มีเพียงใด รายได้จะเข้าเมื่อใด จุดคุ้มทุนอยู่ที่ใด หากรายได้ไม่เป็นไปตามเป้าจะแก้ไขอย่างไร หากกำไรแบ่งผลตอบแทนอย่างไร หากขาดทุนจะเฉลี่ยกันอย่างไร สิ่งเหล่านี้หากถูกวิเคราะห์เสียแต่แรก แม้ธุรกิจจะไม่เป็นไปตามเป้าหมายก็ยังแก้ไขได้ ไม่ล่มกลางทาง

สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว หากแก้ไขแล้วไม่ดีขึ้นต้องตัดใจตัดมันออกไป เพื่อรักษาส่วนที่เหลืออยู่ให้คงไว้ แล้วเริ่มต้นใหม่ ไม่มีใครสายเกินกว่าการเริ่มต้นใหม่ (ขอยืนยัน) 

 เงิน 75,000 บาท เป็นเงินลงทุนในบริษัทเป็นความรับผิดชอบของทุกคน มิใช่เราเพียงคนเดียว เมื่อหมดแล้วไม่ต้องคืนผู้ใด

ผู้แสดงความคิดเห็น webmaster วันที่ตอบ 2007-05-27 08:22:41


ความคิดเห็นที่ 2 (1350854)
เห็นด้วยว่าจะต้องดูที่ี่หุ้นส่วนแต่ละคนมีศักยภาพที่แท้จริงอย่างไรบ้าง ก่อนจะทำธุระกิจร่วมกัน แล้วนำความสามารถมารวมไม่ควรที่จะเชื่อแค่คำกล่าวอ้างลอยๆ ว่าทำได้แต่ไม่เป็นความจริง สุดท้ายจะมีปัญหาดังกล่าว เห็นใจคนถูกกระทำจริงๆ ถือว่าฟาดเคราะห์ ที่ไม่ได้ร่วมงานกับคนไม่มีความจริงใจ
ผู้แสดงความคิดเห็น webmaster วันที่ตอบ 2008-01-02 10:33:57



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.