นายจ้างขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างโดยขอยกเลิกสวัสดิการต่างๆ


นายจ้างขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างโดยขอยกเลิกสวัสดิการต่างๆ

ลูกจ้างได้ตกลงเข้าทำงานกับนายจ้างเมื่อ 10  ปีที่แล้วโดยตกลงจ้างงานกันด้วยวาจาไม่มีสัญญาจ้างเป็นหนังสือ คือ

1.นายจ้างจัดรถยนต์ประจำตำแหน่งให้ 1 คันพร้อมการบำรุงรักษา

2.จ่ายค่าน้ำมันตามที่จ่ายจริง

3.จ่ายค่าทางด่วน

4.นายจ้างให้ใช้โทรศัพท์มือถือของนายจ้างหรือนำบิลมาเบิกได้ตามงบ

การเจรจาของนายจ้างครั้งที่ 1   คือนายจ้างขอจำกัดวงเงินค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน ค่าโทรศัพท์มือถือ เราลูกจ้างก็ยินยอมโดยไม่ได้ทำหนังสือ

การเจรจาของนายจ้างครั้งที่ 2  เมื่อปี2551 นายจ้างอ้างบริษัทขาดทุน ขอให้งดสวัสดิการนี้เป็นเวลา 6 เดือนจนถึงสิ้นปี 2551 เราลูกจ้างก็ยินยอมทุกคน ยกเว้นรถประจำตำแหน่งที่ยังมีอยู่เหมือนเดิม

การเจรจาของนายจ้างครั้งที่ 3  เมื่อปี2552 เมื่อสามเดือนที่ผ่านมานายจ้างได้เรียกเราลูกจ้าง(หลายคน)ไปคุยว่าจะขอยกเลิกสวัสดิการต่างๆทุกรายการ เหลือเฉพาะสวัสดิการน้ำมันเท่านั้น อ้างว่าจากผลการประชุมของฝ่ายบริหารมีมติให้ยกเลิก แจ้งว่าระดับตำแหน่งของเราลูกจ้างไม่ถึงจึงไม่ได้รับสวัสดิการดังกล่าวนั้นและจะขอให้ยกเลิกทันที (ซึ่งสวัสดิการดังกล่าวเราทุกคนได้รับตั้งแต่วันแรกที่ตกลงเข้าทำงาน)    

                    โดยในวันที่นายจ้างเรียกไปคุยมีลูกจ้างท่านหนึ่งไม่ยินยอม นายจ้างไม่พอใจเลยเลิกจ้างลูกจ้างท่านที่ไม่ยินยอมโดยยอมจ่ายค่าชดเชย ส่วนคนที่เหลือก็กังวลว่าจะถูกเลิกจ้างจึงรับปากด้วยวาจาไปก่อน แล้วนายจ้างทำหนังสือตามหลังขอยกเลิกสวัสดิการมาให้เราเซ็นต์ยินยอม มีบางคนยอมเซ็นต์ยินยอม แต่ผมยังไม่ยอมเซ็นต์  เฉพาะของผมนายจ้างเสนอขายรถยนต์ที่เราใช้อยู่โดยให้ผ่อนจ่าย 10 งวด และได้หักจากค่าจ้างของผมมาสองงวดแล้วทั้งๆที่ผมไม่ยินยอมเซ็นต์เอกสาร ส่วนท่านอื่นๆนายจ้างสั่งให้นำรถมาคืนนายจ้างทันที

                   ประเด็นคือการยกเลิกสวัสดิการได้ถูกกระทำในระดับตำแหน่งของเราเท่านั้นซึ่งทำให้เราทุกคนได้รับความเดือนร้อนต้องไปหาซื้อรถใหม่มาขับเพื่อเดินทางไปกลับจากบ้านมาที่ทำงาน เราต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นนี้ ซึ่งก็เหมือนกับว่าเป็นการลดค่าจ้างของพวกเรา แต่นายจ้างกลับยังให้สวัสดิการนี้กับชาวต่างชาติบางท่านที่อยู่ในระดับเดียวกับพวกเราและยังให้ในระดับที่สูงกว่าเราประเคนให้เขาทุกอย่าง ซึ่งท่านเหล่านั้นไม่ได้รับความเดือนร้อนเลย เงินค่าตอบแทนก็สูงกว่าพวกเราหลายเท่าอยู่แล้ว ภาษีสังคมหรือค่าใช้จ่ายทางสังคมแต่ละท่านก็แทบจะไม่มีเลย  เราระดับล่างต้องแบกรับทุกเรื่องทั้งเรื่องปัญหาคน ปัญหายอดผลิต ปัญหาคุณภาพงาน เราได้โต้แย้งนายจ้างไปแล้วแต่นายจ้างก็ยังเพิกเฉยยืนยันจะทำตามที่ได้ตัดสินใจไปแล้ว

                    การกระทำของนายจ้างในครั้งนี้ไม่ได้ทำให้นายจ้างได้รับประโยชน์ลดค่าใช้จ่ายตามที่นายจ้างกล่าวอ้างมากมายเลย  แต่กลับเป็นผลเสียต่อนายจ้างมากกว่าที่มาสร้างข้อขัดแย้ง สร้างให้เกิดความไม่พอใจในการกระทำที่ไม่เป็นธรรม ทำให้ลูกจ้างสูญเสียแรงจูงใจในการทำงาน ถ้านายจ้างจะลดสวัสดิการควรลดมาจากระดับสูงลงมา แทนที่จะมาลดจากระดับล่างขึ้นบน ระดับสูงควรทำเป็นตัวอย่างในการลดค่าใช้จ่ายบริษัท ทำความเข้าใจกับทุกระดับ แต่ที่นายจ้างกระทำในครั้งนี้เป็นการเลือกปฏิบัติ

                    และยังมีเสียงกระซิบจากนายจ้างว่าใครรับสภาพการจ้างใหม่นี้ไม่ได้ก็ขอให้ลาออกไปเองจะได้ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ซึ่งนายจ้างได้กดดันเราเข้าจน จนมุมจนเราไม่มีทางไปต้องยอมรับ  วันนี้เรายังไม่มีทางออกทางอื่นจึงจำใจยังอยู่ทำงานต่อ แต่ก็อยู่อย่างรู้สึกว่ามีการกระทำไม่เป็นธรรม นายจ้างกระทำขัดต่อกฎหมายแรงงาน ถ้าเราร้องต่อศาลแรงงานให้นายจ้างยกเลิกคำสั่งนั้น นายจ้างก็จะมีอารมณ์โกรธเราแล้วยกหาเหตุผลต่างๆ มาบอกเลิกจ้างเรา ซึ่งกฎหมายเอื้อประโยชน์ในนายจ้างมากกว่า นายจ้างไม่ได้ใช้หลักแรง