แจ้งขอหาพยายามฆ่า บทลงโทษยังไงคับ


 

 เรื่องมีอยู่ว่า กระผมเป็นเจ้าของร้านเหล้าย่านเกษตรแล้วมีลานจอดรถข้างหลังของร้านเฉพาะลูกค้าทางร้าน แล้วช่วงเวลา5ทุ่มครึ่งของวันที่8มีรถ คันนึงจอดผิดแนวคือคันอื่นๆจอดแนวทแยง แล้วมีรถคันนึงจอดแนวตรงซึ่งจอดแบบนี้คันที่โดนขวางจะออกไม่ได้ผมก้เลยไปยืนรอที่รถผ่านไป5นาทีมีทอม2คนเดินลงมาที่รถคันดังกล่าว ผมเลยบอกให้เลื่อนหน่อยครับรถออกไม่ได้เค้าก้บอกคับเดียวมาเลื้อนให้ผ่านไป1ชม ก้ไม่มาลูกค้าร้านผมจะกลับบ้านก้กลับไม่ได้ผมเลยเอารถผมปิดทางเข้าออกเพื่ออยากจะเจอเจ้าของรถ เมื่อถึงเวลาตี1.30ของวันที่9 เจ้าของรถได้มาตามรถทางร้านผมให้เลื้อนรถแต่ผมบอกผมไม่เลื้อนผมเตืินคุณก่อนแล้วให้เลื้อนงั้นคุณรอให้ลูกค้าผมที่คุณจอดขวางหมดออกก่อนแล้วกันคุณจึงออกได้ เพื่อจะได้ไม่เอาเปรียบคนทีรอ ก้ผ่านไปครึ่งชม.จนรอไม่ไหว ได้ไปบอกเจ้าของร้านที่เค้านั่ง ห่างไป ประมาน100-200เมตร ซึ่งผมเจอกันเกือบทุกวันไม่เคยบาดหมางกันมาก่อนผมเจอก้ไหว้ทุกครั้ง แต่คืนที่เกิดเหตุคงเมา ได้เดินมาดึงแขนผมแล้วสีหน้าไม่เป็นมิตรเค้าพูดกับผมว่าเห้ย มาคุยกับพี่หลังร้านสิผมก้เลยสบัดมืิอแกออกจากไหล่ผมบอกไม่ไป แกก็จับไหล่อีกครั้ง พี่ชายผมเป็นลูกพี่ลูกน้อง เหนท่าไม่ดีจึงปัดมือ มันออกจากไหล่ผมแล้วก้พลักออกไปพูดว่าอะไรเนี่ย เจ้าของร้านข้างๆพูดกลับมาว่าได้ๆเดียวมึงเจอกู ผมกะพี่ชายผมก้เลยยืนรอหน้าร้านผมคิดในใจกะคงตามคนที่ร้านมา เคลียแต่ขาดไม่ถึงวิ่งมา พกปืนมาด้วย แล้วสไลปืนขึ้นลำ จ่อเข้าที่หน้าอกพี่ชายผมแล้วยิงโชคดีปืนยิงไม่ออกเค้าก็เลยชักอีกรอบเหมือนปืนมันขัดๆผมเลยขว้าปืนแย้งพี่ชายผมก้เลยช่วยแย้ง แล้วพ่อผมยืนไกล้ๆรุมกันแย้ง พอแย้งเสร็จพ่อผมได้ปืนไป จังหวะแย้งเจ้าของปืนล้มลงเลยเจอพี่ชายผมกระทืบส่วนพ่อผมถือปืนมันอยุ่เลยฟาดหัวแตก แล้วพวกเต้ากรูเข้ามาอีก20กว่าคน พ่อผมจึงเอาปืนที่แย้งได้ขู่แล้วพูดว่าใครเข้ามากูยิงแต่ ปืนก้ยังขัดลำอยุ่ไม่สามารถยิงได้จิงแต่ขู่ไว้กัวโดนรุมทำร้ายแล้วก้เลยแจ้งความตำรวจมาถึงพ่อผมทำหนังสือแจ้งมอบส่งอาวุธปืน ไปพบร้อยเวรแจ้งขอหาพยายามฆ่า ส่วนคนนั้นที่ถือปืนหลบหนี ทราบต่อมาปืนมีทะเบียนเปนปืนของเมีย เลยอยากทราบว่า เหตุเกิดตี2.30 คนก้เยอะร้านผมกำลังเกบร้าน อุกอาจมากบุกถึงร้านอล้วจ่อยิงอแต่ยิงไม่ออกเลยอยากถามว่าแบบนี้ โทษหนักไหมครับ



ผู้ตั้งกระทู้ ผู้ทูกกระทำ :: วันที่ลงประกาศ 2013-05-10 08:52:12


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (3310306)

  ความผิดฐานฆ่าผู้อื่น  ตาม ปอ. ม.288  มีโทษ  ประหารชีวิต   จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุก 15-20  ปี...ถ้าถูกตั้งข้อหาพยายามฆ่า ก็มีโทษ  สองในสามของโทษ การฆ่าผู้อื่น  ก็คือมีโทษ   จำคุกตลอดชีวิต     หรือจำคุก 50 ปี  หรือจำคุก 10-13  ปี  การลงโทษ  อยู่ที่กระบวนการพิจารณาในศาล  และเป็นดุลยพินิจของศาลเท่านั้น ครับ  แต่...ตามข้อเท็จจริง อาจเป็นการสมัครใจทะเลาะวิวาทก็เป็นได้แนวคำพิพากษา....พยายามฆ่า...  และสมัครใจทะเลาะวิวาท....

 
 
 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่  4177/2555
 
พนักงานอัยการจังหวัดสีคิ้ว       โจทก์
 
นายภูชิต เชียงใหม่                โจทก์ร่วม
 
นายคำราม คราจันทึก             จำเลย
 
ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง, 185 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72
 
            แม้จำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และศาลสามารถพิพากษาลงโทษจำเลยได้โดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานประกอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์สืบพยานหลักฐานประกอบคำรับสารภาพในข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นแล้ว ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ไม่ได้อาวุธปืนดังกล่าวมาเป็นของกลาง และโจทก์มิได้นำสืบให้ได้ความว่าอาวุธปืนดังกล่าวเป็นอาวุธปืนไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ ทั้งมิได้นำสืบว่าจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีและพาอาวุธปืนดังที่โจทก์ฟ้อง จึงไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตชอบแล้ว
 
________________________________
 
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  32,  33,  80,  91,  288,  371  พระราชบัญญัติอาวุธปืน  เครื่องกระสุนปืน  วัตถุระเบิด  ดอกไม้เพลิง  และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490  มาตรา  7,  8  ทวิ,  72,  72  ทวิ  และริบปลอกกระสุนปืนของกลาง
  จำเลยให้การปฏิเสธ  แต่ก่อนสืบพยานโจทก์  จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ
  ระหว่างพิจารณานายภูชิต  ผู้เสียหาย  ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน  206,250  บาท  พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ  7.5  ต่อปีของเงินจำนวน  200,000  บาท  นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหายและยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์  ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น
  จำเลยไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง
  ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า  จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  288  ประกอบมาตรา  80,  371  พระราชบัญญัติอาวุธปืน  เครื่องกระสุนปืน  วัตถุระเบิด  ดอกไม้เพลิง  และสิ่งเทียมอาวุธปืน  พ.ศ. 2490  มาตรา  7,  8  ทวิ  วรรคหนึ่ง, 72  วรรคสาม,  72  ทวิ  วรรคสอง  เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน  ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  91  ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต  จำคุก  6  เดือน  ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง  หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต  เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ  ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด  ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  90  จำคุก  6  เดือน  ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น  จำคุก  13  ปี  4  เดือน  รวมจำคุก  13  ปี  16  เดือน  จำเลยให้การรับสารภาพ  เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา  มีเหตุบรรเทาโทษ  ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78  กึ่งหนึ่ง  คงจำคุก  6  ปี  14  เดือน  ริบของกลาง  ยกคำร้องของโจทก์ร่วม
  โจทก์อุทธรณ์
  ศาลอุทธรณ์ภาค 3  พิพากษายืน
  โจทก์ฎีกา  โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา
  ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์  ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตชอบหรือไม่  โดยโจทก์ฎีกาว่า  ความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต  มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่  1  ปี  ถึง  10  ปี  และปรับตั้งแต่  2,000  บาท  ถึง  20,000  บาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพแล้วไม่จำต้องสืบพยานประกอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา  176  วรรคหนึ่ง  ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังเป็นยุติตามคำรับของจำเลยว่าจำเลยมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต  เห็นว่า  แม้จำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต  และศาลสามารถพิพากษาลงโทษจำเลยได้โดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานประกอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา 176  วรรคหนึ่ง  ก็ตาม  แต่เมื่อโจทก์สืบพยานหลักฐานประกอบคำรับสารภาพในข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นแล้ว  ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์มิได้อาวุธปืนดังกล่าวมาเป็นของกลาง  และโจทก์มิได้นำสืบให้ได้ความว่าอาวุธปืนเป็นอาวุธปืนไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้  ทั้งมิได้นำสืบว่าจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีและพาอาวุธปืนดังที่โจทก์ฟ้อง  จึงไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตได้  ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา  185  วรรคหนึ่ง  ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตชอบแล้ว  ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
  พิพากษายืน
 
 
( อภิรัตน์ ลัดพลี - กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์ - ธงชัย เสนามนตรี )
 
 
 
  
 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่  10294/2546
 
นาง วงเดือน ทัศดร       โจทก์
 
นาย สงัด ยศราวาส กับพวก จำเลย
 
ป.พ.พ. มาตรา 420
ป.วิ.อ. มาตรา 46
 
          คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 เมื่อศาลฎีกาพิพากษาคดีส่วนอาญาว่าข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุโจทก์คดีนี้กับจำเลยที่ 1 และพวกต่างมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน และได้มีการด่าว่าโต้เถียงกัน จนในที่สุดได้มีการทำร้ายร่างกายกันจึง
เป็นเรื่องสมัครใจวิวาทกัน ศาลจึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าว เมื่อฟังว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 สมัครใจทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกายกัน เป็นกรณีที่ต่างฝ่ายต่างสมัครใจเข้าเสี่ยงภัยยอมรับอันตรายหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่ตนจากการทะเลาะวิวาทนั้น แม้โจทก์ได้รับบาดเจ็บก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1กระทำละเมิดต่อโจทก์
 
________________________________
 
          โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2538 จำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำร้ายร่างกายโจทก์โดยมีเจตนาฆ่า โดยจำเลยที่ 2 จับและกอดรัดตัวโจทก์ให้จำเลยที่ 1 ใช้มีดโต้เป็นอาวุธฟันโจทก์ถูกที่บริเวณศีรษะ ลำคอด้านหลังบริเวณใบหู ลำตัวด้านหลัง แขนซ้ายและแขนขวา แล้วจำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้ไม้ตีโจทก์ถูกบริเวณศีรษะและลำตัว ส่วนจำเลยที่ 4ชกใบหน้าโจทก์และผลักโจทก์ล้มลงจนศีรษะกระแทกพื้น ทำให้โจทก์หมดสติ โจทก์ไม่ถึงแก่ความตายเพราะแพทย์สามารถช่วยชีวิตได้ทัน แต่เป็นเหตุให้ใบหูด้านขวาขาดมีบาดแผลจากคมมีดบริเวณศีรษะด้านหลังถึงลำคอด้านหลังยาว 7 นิ้ว ลึก 2 นิ้ว ลึกถึงกล้ามเนื้อคอ กระดูกคอ และกะโหลกศีรษะ กับบาดแผลที่ลำตัวด้านหลัง ที่แขนซ้ายและแขนขวา เป็นเหตุให้เส้นประสาทที่มีหน้าที่บังคับปากและแขนขวาใช้การไม่ได้ ทำให้ปากเบี้ยวและแขนขวาใช้การไม่ได้ตามปกติตลอดชีวิต โจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการรักษาบาดแผลเป็นเงิน 30,000 บาท แต่ปัจจุบันโจทก์ยังมีอาการเจ็บปวดต้องไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาอยู่ตลอดแพทย์ให้ความเห็นว่าไม่สามารถรักษาแขนขวาให้ทำงานได้ตามปกติทำให้โจทก์ต้องทุพพลภาพไปตลอดชีวิต โจทก์ขอคิดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงิน250,000 บาท แพทย์ให้ความเห็นว่าไม่สามารถรักษาปากโจทก์ให้หายเบี้ยวได้ ทำให้โจทก์เจ็บปวดและทุพพลภาพไปตลอดชีวิต โจทก์ขอคิดค่าเสียหายในส่วนนี้ 250,000บาท โจทก์ปากเบี้ยวทำให้หน้าเสียโฉมอย่างติดตัว โจทก์ขอคิดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงิน 100,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 630,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
          จำเลยทั้งสี่ให้การว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นบิดามารดาของจำเลยที่ 2 และที่ 4โจทก์เป็นพี่น้องร่วมมารดาเดียวกันกับจำเลยที่ 3 นายเลื่อน ธรรมรัตน์ เป็นพี่โจทก์ วันเกิดเหตุ โจทก์และนายเลื่อนใช้ไม้ขาเก้าอี้และไม้ไผ่ตีทำร้ายจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 จะเข้าไปห้ามและป้องกันไม่ให้โจทก์ทำร้ายจำเลยที่ 2 แต่โจทก์และนายเลื่อนกลับเข้ามาทำร้ายจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงป้องกันตัวเองโดยใช้มีดที่ถือมายกขึ้นรับไว้ ทำให้มีดถูกโจทก์และเกิดการชุลมุลกันจำเลยที่ 3 เข้าไปอุ้มบุตรจำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ในที่ชุลมุนดังกล่าวเพราะเกรงว่าจะได้รับอันตราย โดยจำเลยที่ 3 ไม่ได้ทำร้ายร่างกายโจทก์ จำเลยที่ 4 เพียงแต่เข้าไปพาจำเลยที่ 3 และโจทก์ออกจากที่ชุลมุนกันเพื่อนำไปรับการรักษา โดยจำเลยที่ 4 ไม่ได้ทำร้ายร่างกายโจทก์ มูลเหตุที่โจทก์ทำร้ายร่างกายจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพราะโจทก์เข้าใจว่าจำเลยทั้งสี่ยุยงให้นางเฟื่องซึ่งเป็นมารดาโจทก์ฟ้องเพิกถอนการให้ที่ดินเพราะเหตุที่นายเลื่อนประพฤติเนรคุณทั้งโจทก์เป็นฝ่ายก่อเหตุขึ้นจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสี่ ขอให้ยกฟ้อง
          ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับโจทก์อุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 25มีนาคม 2539) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 ใช้แทนเพียงเท่าที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลรวมเป็นเงิน 10,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ
          จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นบิดามารดาของจำเลยที่ 2 และที่ 4 โจทก์ นายเลื่อน ธรรมรัตน์ และจำเลยที่ 3 เป็นพี่น้องกันวันเกิดเหตุโจทก์และนายเลื่อนทะเลาะวิวาทกับจำเลยทั้งสี่ เจ้าพนักงานตำรวจจึงจับกุมจำเลยทั้งสี่ไปดำเนินคดี ต่อมาพนักงานอัยการจังหวัดหนองคายได้ฟ้องคดีอาญาต่อศาลชั้นต้น 2 คดี คดีแรก พนักงานอัยการจังหวัดหนองคายฟ้องนายเลื่อน โจทก์คดีนี้และนายบัวหลั่น คุธินาคุณ เป็นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับ ข้อหาความผิดต่อร่างกายโดยมีจำเลยที่ 1 คดีนี้เป็นโจทก์ร่วม ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1001/2538 หมายเลขแดงที่ 3356/2539 ของศาลชั้นต้น ซึ่งต่อมาเป็นคดีตามคำพิพากษาฎีกาที่ 1181/2542คดีที่สอง พนักงานอัยการจังหวัดหนองคายฟ้องจำเลยทั้งสี่คดีนี้เป็นจำเลย ข้อหาความผิดต่อชีวิต พยายาม ความผิดต่อร่างกาย โดยมีโจทก์คดีนี้และนายเลื่อนเป็นโจทก์ร่วม ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1377/2538 หมายเลขแดงที่ 3423/2539 ของศาลชั้นต้น ซึ่งต่อมาเป็นคดีตามคำพิพากษาฎีกาที่ 6828/2542 คดีนี้ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ 2 ข้อ คือ 1. จำเลยทั้งสี่ร่วมกันจงใจทำร้ายโจทก์ตามฟ้องหรือไม่และ 2. โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสี่ได้หรือไม่ เพียงใด ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นสอบคู่ความเกี่ยวกับประเด็นข้อแรกคู่ความแถลงร่วมกันว่า ให้ถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1377/2538 ของศาลชั้นต้นเมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ศาลชั้นต้นจึงให้คู่ความนำสืบเฉพาะประเด็นเรื่องค่าเสียหาย
          จำเลยที่ 1 ฎีกาข้อแรกว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา คือคดีอาญาหมายเลขแดงที่3423/2539 ของศาลชั้นต้น โดยรับฟังว่าโจทก์เป็นผู้เริ่มต้นก่อเหตุทะเลาะวิวาทโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 คดีส่วนอาญาคือคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1377/2538 หมายเลขแดงที่ 3423/2539ของศาลชั้นต้น ซึ่งต่อมาคือคดีตามคำพิพากษาฎีกาที่ 6828/2542 อีกทั้งคู่ความแถลงร่วมกันว่าให้ถือข้อเท็จจริงในคดีนี้ตามที่ปรากฏในคดีอาญาดังกล่าวเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วดังนี้เมื่อศาลฎีกาพิพากษาคดีส่วนอาญาในคำพิพากษาฎีกาที่ 6828/2542 ว่าข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่พนักงานอัยการจังหวัดหนองคายและโจทก์คดีนี้นำสืบว่า ก่อนเกิดเหตุโจทก์คดีนี้กับจำเลยที่ 1 และพวกต่างมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน และได้มีการด่าว่าโต้เถียงกัน จนในที่สุดได้มีการใช้กำลังเข้าทำร้ายร่างกายกันจึงเป็นเรื่องสมัครใจเข้าวิวาทกัน คดีนี้ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าว เมื่อฟังว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 สมัครใจทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกายกัน เป็นกรณีที่ต่างฝ่ายต่างสมัครใจเข้าเสี่ยงภัยยอมรับอันตรายหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่ตนจากการทะเลาะวิวาทนั้น แม้โจทก์ได้รับบาดเจ็บก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้นและคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนไป
          พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4"
 
 
( ปัญญา ถนอมรอด - วรนาถ ภูมิถาวร - ชุติมา จงสงวน )
 
 
ผู้แสดงความคิดเห็น มโนธรรม วันที่ตอบ 2013-05-11 20:41:43


ความคิดเห็นที่ 2 (3629802)

สวัสดีค่ะ พอมีเรื่องสงสัยอะค่ะ คือเพื่อนมีเรื่องทะเลาะวิวาทกันแล้วมีดมันพาดโนหัวคู่อรีกอะค่ะ แล้วทีนี้คู่อรีกไปแจ้งความกับตำรวร แล้วตำรวจก็แจ้งข้อหาพยายามฆ่า กับเพื่อนค่ะ คืออยากรู้ว่า ข้อหานี้จะดดนอะไรบ้างเหรอค่ะ แล้ว ข้อหานี้จะสู้คดีได้หรือเปล่าค่ะ...

ผู้แสดงความคิดเห็น ผู้สงสัย (pleng-beatza-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2014-04-27 16:48:43


ความคิดเห็นที่ 3 (3843294)

 สามีดิฉันโดนเเจ้งข้อหาพยายามฆ่า ท่านใดมีข้อเเนะนำกรุณาแนะนำดิฉันด้วยคะ เรื่องมีอยู่ว่าวันที่ 31 ธันวาคม 2555 ดิฉันเเละสามี กลับบ้านไปเยี่ยมพ่อกับเเม่เเละหลานๆในช่วงเทศกาลปีใหม่ พอตกตอนเย็นได้ทำอาหารกินกันมีเเต่ครอบครัวของเราบริเวณหน้าบ้านเเละก็นั่งเล่นไพ่กันอยู่กับหลานๆเป็นเด็กอายุประมาณ 8-9ขวบสองคนเล่นตาละสองสามบาทโดยไม่มีคนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง เผอิญมีชายเมาสุราสองคนเดินผ่านมาจากถนนผ่านหน้าบ้านประมาณ 20-30 เมตร เห็นมีวงไพ่ก็เลยแวะเข้ามา จะมีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาล็อคคอแฟนดิฉันเเละใช้เท้าเตะก้นสามีของดิฉัน สามีดิฉันเลยถามขึ้นว่าใคร ไอ้เคเหรอ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นหลานเขยของเขาซึ่งมีชื่อว่านายเค ชายเมาสุราคนนั้นกลับย้อนถามสามีดิฉันมึงเปฺ็นใคร พอสามีดิฉันรู้ว่าไม่ใช่หลานเขยก็สะบัดตัวจากการล็อคของชายนั้นลุกขึ้นยืน ชายเมาสุราคนนั้นก็วิ่งหนีไปบริเวณหน้าบ้านประมาณ 20-30 เมตร สามีดิฉันก็วิ่งตามไปเเละเพื่อนของชายเมาสุราก็วิ่งไปช่วยเพื่อนของเขาเตะต่อยกันอยู่เเต่สามีดิฉันมีมีดพับพกติดตัวเลยใช้อาวุธมีดพลาดไปโดนคอชายคนนั้น สามีดิฉันวิ่งกลับเข้ามาในบ้านเเล้วร้องบอดว่ามีโดนคอชายคนนั้นก็เลยวิ่งไปหลบอยู่หลังบ้าน อีกไม่นานเพื่อนของชายที่เมาสุราที่บาดเจ็บเลยโทรบอกเพื่อนในหมู่บ้านมีวัยรุ่นเยอะเเยะมากมายพกทั้งปืนเเละมีดหมายที่จะมาทำลายสามีดิฉัน เมื่อเห็นดังนั้นสามีของดิฉันเลยวิ่งหนีเข้าป่าไปหลบอยู่ที่บ้านคนรู้จัก เช้าขึ้นเลยติดต่อให้พี่สาวมารับตัวเเล้วดิฉันกับสามีก็กลับมากรุงเทพเลย ทางฝ่ายญาติคนเจ็บเลยไปเเจ้งตำรวจว่าสามีดิฉันพยามฆ่า ส่วนคนเจ็บก็เข้าโรงพยาบาลประมาณ 4-5 วัน เวลาผ่านไปประมาณ 2 ปี 6 เดือน วันที่ 24 มิถุนายน 2558 ตำรวจสืบได้ว่าสามีดิฉันทำงานอยู่เเถวสมุทรปราการเลยมาจับได้ที่โรงงาน ตอนนี้สามีดิฉันฝากขังอยู่ที่เรือนจำกลางเขาบิน จ.ราชบุรี อยู่ค่ะ ขณะอัยการกำลังส่งฟ้องอยู่ค่ะ ท่านใดมีประสบกรณ์พอจะมีข้อแนะนำที่จะไม่ให้สามีดิฉันออกจากคุกให้เร็วที่สุดบ้างคะเสียเงินเท่าไหร่ก็ยอม

ผู้แสดงความคิดเห็น วรรณี มณีนิล (wannee2515-at-hotmail-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2015-07-18 17:15:04


ความคิดเห็นที่ 4 (3992255)

 ตอนนี้ผมโดนคดี พยายามฆ่าอยู่คับ ตอนนี้อยู่ในช่วงประกันตัว คือเรื่องของเรื่องประมานว่า สมัคใจทะเลาะวิวาท แต่ผมดันไปใช้มีดคัตเตอร์ที่เอาไว้ใช้ทำงาน สะบัดเข้าไปโดนที่คออีกฝ่าย ตำรวจตั้งขอหาคดีพยายามฆ่า เจตนาเล็งเห็นผล เข้าไปฝากขังในเรือนจำอยู่สามเดือนครับ เส้นเลือดในสมองแตก ตอนนี้ รอขึ้นศาลเดือนพฤษพาคม อยากทราบว่า ข้อหาพยายามฆ่านี้มันแรงเดินไปรึป่าวคับ เพราะว่าอีกฝ่ายเขาเปนคนมาทำร้ายผมก่อน ขอบคุนคับ

ผู้แสดงความคิดเห็น nickykung.steen@facebook.com วันที่ตอบ 2016-04-28 20:32:35


ความคิดเห็นที่ 5 (4074043)

 สวัสดีขอสอบถามหน่อยคะ ญาติโดนฟันคอที่บ้านเย็บ20เข็มแต่ 18 กย.ที่ผ่านมาเรื่องผ่านมา4วันแล้วคนร้ายก็นอนอยู่บ้านเฉยทำไหมถึงยังไม่โดนจับอีกค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น จตุรพร วันที่ตอบ 2016-09-21 09:57:36


ความคิดเห็นที่ 6 (4089654)

 ขอถามหน่อยค่ะผู้มีความรู้ค่ะมีอยู่วันหนึ่งน้องชายดิฉันได้ไปทวงเงินกับเพื่อนบ้านแล้วเขาไม่ให้ก็เรยได้ตีกันเขาเรยแจ้งข้อหาพยามฆ่ามีมีดเป็นอาวุธแต่เขาไม่ได้มีบาทแผลค่ะเราจะทำอย่าไรค่ะ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ดวงตะวันใยดวง วันที่ตอบ 2016-11-05 12:26:58


ความคิดเห็นที่ 7 (4125597)

 ขอบคุณข้อมูลค่ะ 

ผู้แสดงความคิดเห็น ปลาทอง วันที่ตอบ 2017-01-31 10:29:32


ความคิดเห็นที่ 8 (4158546)

 อยากได้คำตอบค่ะ อยากทราบว่าข้อหาพยายามฆ่า 2 ปีมาแล้ว ตอนนี้อยุ่ระหว่างรอการตัดสิน ผลการตัดสินที่ออกมาจะประมานไหนค่ะ อยากทราบจิงๆ ช่วยหน่อย

ผู้แสดงความคิดเห็น Wan วันที่ตอบ 2017-03-16 20:46:54



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.